สงครามยุคใหม่ (Modern Warfare)

สงครามยุคใหม่ หมายถึง การสงครามที่ใช้แนวความคิด วิธีการ และเทคโนโลยีด้านการทหารที่พัฒนาในห้วงตั้งแต่ท้ายสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามเกาหลีเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยในระหว่างท้ายศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ แนวความคิดและวิธีการทำสงครามได้มีความซับซ้อนมากขึ้นมาก เนื่องจากมีภัยคุกคามที่ซับซ้อน และนำเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงมาร่วมปฏิบัติ ดังนั้นจึงทำให้กองกำลังทหารจำเป็นต้องได้รับปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อรักษาสภาพและคงคุณค่าในสนามรบไว้ และแม้ว่าการทำสงครามแบบเบ็ดเสร็จ (Total War) จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่การปฏิบัติของสงครามเบ็ดเสร็จได้ถูกเปลี่ยนไปอย่างมากด้วยความตระหนักในข้อมูลสนามรบ (Battle’s Information Awareness) ทั้งระดับยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี

เหตุการณ์ที่สำคัญในห้วงสงครามยุคใหม่

  • ปี 1939-1945 สงครามโลก ครั้งที่ ๒
  • ปี 1950-1953 สงครามเกาหลี
  • ปี 1959-1975 สงครามเวียดนาม
  • ปี 1991 สิ้นสุดสงครามเย็น
  • ปี 1990-1991 สงครามอ่าวเปอร์เซีย
  • ปี 2003-2011 สงครามอิรัก (สงครามอ่าว ครั้งที่ ๒)
  • ปี 2010-2012 วิกฤตการณ์อารับสปริง
  • ปี 2014-ปัจจุบัน วิกฤตการณ์ไครเมีย

ในห้วงระยะเวลาหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ได้ยุติลง การพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์เป็นไปอย่างก้าวกระโดด และมนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการทำสงคราม เพื่อทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือฝ่ายตรงข้ามที่มีเทคโนโลยีที่ล้าสมัย และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ทำให้เกิดแนวความคิดในการสงครามแบบใหม่ (Modern Warfare) ขึ้นมา ตัวอย่างเทคโนโลยีที่พัฒนา เช่น การพัฒนาเครื่องบินขับไล่ไอพ่น ยุคที่ ๑ จนถึง ยุคที่ ๕ และการพัฒนาอาวุธ รวมทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการปฏิบัติทางทหาร

การพัฒนาเทคโนโลยีกับแนวความคิดการปฏิบัติต่าง ๆ  (Technology Development and Conceptual Practices)

จากการที่มนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต่าง ๆ และนำมาใช้ในการสงคราม ดังนั้นแนวความคิดในการใช้งานเทคโนโลยี และความต้องการเทคโนโลยีใหม่โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากผลของสงคราม ดังนี้usaf-fifth-gen-fighter-4-638

 

รูป 1 วิวัฒนาการเทคโนโลยีของเครื่องบินขับไล่

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (1945-1955) มีแนวความคิดในการใช้เครื่องบินเริ่มมีบทบาทในการทำสงครามมากขั้น จึงมีการพัฒนาเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบินไอพ่น โดยมีข้อได้เปรียบในด้านสมรรถนะท่าทางการบิน กำหนดให้เป็นยุคที่ ๑ ของเครื่องบินขับไล่ จะนำมาใช้ในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามเกาหลี ยังคงมีทฤษฏีในการสงครามโดยการแย่งชิงยึดครองพื้นที่ภาคพื้นดินเพื่อการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าสู่ที่หมาย เน้นการทำลายทางกายภาพ (Physical Destruction) เป็นหลัก ให้ความสำคัญกับอาวุธและยานรบ (Platform Centric) ทั้งนี้การใช้กำลังเป็นในลักษณะสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) และสงครามจำกัด (Limited War) มีศัตรูหรือเป้าหมายที่ชัดเจน

หลังสงครามเกาหลี (1955-1965) โลกได้ถูกแบ่งเป็น ๒ ค่ายอย่างชัดเจน โดยฝ่ายเสรีนิยมหรือทุนนิยม มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และฝ่ายสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องบินขับไล่ของตนเองให้มีความเร็วมากขึ้น และได้เริ่มนำจรวดนำวิถีด้วยความร้อน (Tail-aspect IR Missile) มาใช้งาน เป็นยุคที่ ๒ ของเครื่องบินขับไล่ ซึ่ง John Boyd ได้พัฒนาแบบจำลองของการตัดสินใจ (Decision Making Model) ของนักบินขับไล่ เรียกว่า OODA loop ซึ่งต่อมาไปพัฒนาเป็น See First Kill First ในยุคต่อมา แนวความคิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ในการออกแบบเครื่องบินขับไล่จนถึงปัจจุบัน

ในช่วงกลางของสงครามเวียดนาม (1965-1975) เข้าสู่ยุคที่ ๓ ของเครื่องบินขับไล่ มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการใช้คอมพิวเตอร์ในอุปกรณ์ทางทหารมากขึ้น  ทำให้เครื่องบินสามารถทำความเร็วได้มากขึ้น บินไกลขึ้น และบรรทุกได้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบบัญชาการและควบคุม ผ่านระบบสื่อสารที่ดีในการดำเนินการปฏิบัติ กำลังทางอากาศมีแนวความคิดในการชิงการควบคุมห้วงอากาศ (Control of the Air) และเริ่มมีการปฏิบัติการทางอากาศเพื่อสนับสนุนการรบของกำลังทางบกอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบเรดาร์และอาวุธอากาศสู่พื้น

ช่วงหลังสงครามเวียดนาม (1970-1994) เป็นยุคที่ ๔ ของเครื่องบินขับไล่เป็นช่วงแรกที่เครื่องบินขับไล่ที่ออกแบบโดยใช้หลักการของ OODA loop (F-14, F15, F16) เข้าประจำการ มีการใช้เรดาร์ในการตรวจจับเครื่องบินข้าศึกในระยะไกล และในขณะเดียวกันพยายามลดการตรวจจับจากเรดาร์ของข้าศึก มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการบินทำให้สามารถทำท่าทางการบินได้คล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้มีการกำหนดรูปแบบของการปฏิบัติการทางอากาศชัดเจนมากขึ้น เช่น การโจมตีทางอากาศยุทธศาสตร์ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาเป็น 5 Ring Model และการทำลายจุดศูนย์ดุล (Center of Gravity: COG) ของระบบข้าศึก

5 ring model

รูป 2 5 Ring Model

 และใช้ในการวางแผนการรบในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ในช่วงเวลานี้ ระบบคอมพิวเตอร์ได้นำถูกมาใช้กับระบบบัญชาการและควบคุม (C2) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และประเมินผลการปฏิบัติของการรบ ตามหลักของ OODA loop ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้ในระดับองค์กร

OODA.Boyd.svg

รูป 3 OODA loop

 

มีการประยุกต์ใช้การสงครามระบบบัญชาการและควบคุม (Command & Control Warfare: C2W) ซึ่งประกอบได้ด้วย การรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติการ (Operations Security: OPSEC), การลวงทางทหาร (Military Deception: MILDEC), การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operation: PSYOP), การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) และการทำลายทางกายภาพ (Physical Destruction) ซึ่งภายหลังมีการกล่าวว่า C2W เป็นการประยุกต์ใช้งานของ Information Warfare (IW)

c2-warfare

รูป 4 Command & Control Warfare

ในระหว่างสงครามเวียดนาม ฝ่ายเสรีนิยม(สหรัฐอเมริกา)ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากสื่อมวลชนที่นำเสนอภาพข่าวจากพื้นที่ปฏิบัติการอย่างเสรี (CNN Effect) จึงได้ศึกษาและกำหนดการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation: IO) ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการจิตวิทยา (PSYOP) เพื่อพยายามปรับความคิดของกลุ่มผู้ชมที่เป็นเป้าหมายให้เข้าใจและมีแนวโน้มในการสนับสนุนปฏิบัติการ

ในยุคปี 80 มีการนำ Semi-conductor และ Integrated Circuits (IC) ใช้ในการผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทำให้มีขนาดเล็กลงสามารถนำขึ้นไปติดตั้งใช้งานบนยานรบ (platform) ต่าง ๆ ได้ทำให้เกิดการพัฒนาระบบบัญชาการและควบคุม (Command & Control and Communication System: C3) ซึ่งสามารถรับ-ส่งข้อมูล (Data) ระหว่างกลุ่มผู้ตัดสินตกลงใจ (Decision Maker) กับผู้ปฏิบัติ (Actor) โดยผ่านระบบสื่อสาร จากนั้นระบบ C3 ได้ถูกพัฒนาเป็นระบบ C3I (Command, Control, Communication, and Intelligence System) และระบบ C4I (Command, Control, Communication, Computer, and Intelligence) จนกระทั่งเป็นระบบ C4ISR (Command, Control, Communication, Computer, Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance) เครื่องบินขับไล่ในห้วงเวลานี้จึงได้รับการปรับปรุงให้ติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL)  และเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับและควบคุมการยิงของเรดาร์ รวมทั้งการติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติได้หลายภารกิจ (Multi Roles Fighter) จัดเป็นยุคที่ ๔.๕ ของเครื่องบินขับไล่

หลังจากสงครามอ่าวได้สิ้นสุดลงหลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรได้ขับไล่ทหารอิรักออกจากประเทศคูเวตใน    ปี 1991 โดยไม่สามารถบรรลุหนึ่งในวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญได้ มีการถกแถลงถึงการพิจารณาโครงสร้างใหม่ของวิธีการในการทำสงครามแบบอเมริกา (American way of war) จากการศึกษาค้นคว้าของ U.S. Joint Force Command (J9) ได้เผยแผ่เอกสารชื่อว่า การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations: EBO) โดยเอกสารนี้กล่าวว่า “การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบเป็นประหนึ่งความสามารถของแนวความคิดในการปฏิบัติการที่เด็ดขาดและรวดเร็ว” (…effects based operations as “an enabler of the Rapid Decisive Operations Concept.”…) และในสงครามบอสเนียระหว่างปี ค.ศ.1992-1995 แนวความคิดใหม่นี้ได้ถูกนำมาทดลองใช้ภายใต้ชื่อว่าการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (EBO) ซึ่งมีวิธีดำเนินการปฏิบัติมุ่งเน้นในการทำให้เกิดผลกระทบที่ต้องการมากกว่าวัตถุประสงค์ในการทำลายล้างทางกายภาพของเป้าหมาย และใช้แนวความคิดในการปฏิรูปกำลังทหารของสหรัฐ (Force Transformation)

ความสัมพันธ์ระหว่าง TBO OBO EBO

รูป 5 Effects Based Operations

การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (EBO) เป็นที่มาของการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation: IO) โดยกำหนดการปฏิบัติในสภาวะแวดล้อมทางข้อมูลข่าวสาร (Information Environment) แบ่งการปฏิบัติเป็น ๓ มิติ ได้แก่ มิติกระบวนการคิด (Cognitive Dimension), มิติข้อมูลข่าวสาร (Information Dimension), และมิติทางกายภาพ (Physical Dimension) ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยการแบ่งปันข้อมูล (Information sharing)

IE&Activities

รูป 6 Information Environment

สำนักงานการปฏิรูปกำลังทหาร (Office of Force Transformation) สหรัฐอเมริกาได้กำหนดองค์ประกอบของความขัดแย้งในสภาวะแวดล้อมให้อยู่ใน ๔ กรอบใหญ่ (Domain of Conflict) ได้แก่ กรอบสังคม (Social Domain), กรอบความคิด(Cognitive Domain), กรอบข้อมูลข่าวสาร (Information Domain) และกรอบทางกายภาพ (Physical Domain) โดยเพิ่มเติมกรอบทางสังคม (Social Domain) ขึ้นมาครอบมิติกระบวนการคิด (Cognitive Domain) ทั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า การสงครามในยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age Warfare) นั้นเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทุก ๆ กรอบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า     การสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง Network Centric Warfare (NCW)

631px-Information-age-warfare-domains-of-conflict.svg

รูป 7 Network Centric Warfare

ทั้งนี้หากมองในมุมของเครือข่ายของกำลัง (Networked Forces) ในการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations :NCO) จะเห็นว่ากรอบกระบวกการคิด (Cognitive Domain) และกรอบสังคม (Social Domain) สามารถแทนที่ด้วยระดับการบัญชาการและควบคุม (Info-C2 Layer) และกรอบข้อมูลข่าวสาร (Information Domain) สามารถแสดงอยู่ในรูปของระดับการตรวจจับ (Sensor Layer) ทั้งนี้ กรอบทางกายภาพ (Physical Domain) ถูกแสดงในรูปของระดับผู้สร้างผลกระทบ (Effecter Layer) และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายของกำลังโดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเครือข่าย (Networking Information technology)

network-based-ops (1)

รูป 8 Network Centric Opertions

หลังจากมีการนำเสนอแนวความคิดการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง(NCO) ทำให้เกิดความต้องการในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างส่วนต่าง ๆ ในการปฏิบัติการมากขึ้น ข้อมูลมีความซับซ้อนมากขึ้น จำเป็นต้องมีระบบบัญชาการและควบคุมที่รองรับจำนวนข้อมูลได้ขนาดใหญ่และครอบคลุมทุกพื้นที่การปฏิบัติการ และเพียงพอครบถ้วนทุกยานรบ (Platform) จึงทำให้เกิดการพัฒนาระบบเชื่อมโยงทางยุทธวิธีที่สามารถทำงานร่วมกันได้ในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ ส่งผลให้เครื่องบินขับไล่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้เกิดการแบ่งกันความตระหนักและหยั่งรู้สถานการณ์ (Situation Awareness: SA) ที่เหมือนกัน จัดเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ ๕

ปี 2006 มีการเสนอแนวความคิดในระบบการติดต่อสื่อสารเพื่อให้เกิดการบูรณาการของข้อมูลข่าวสารให้ครอบคลุมในทุกหน่วยงานและทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการ โดยเรียกว่า “Global Information Grid: GIG” โดยใช้ระบบการบริหารข้อมูลข่าวสารเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างส่วนต่าง ๆ และแบ่งปันข้อมูล

GIG component

รูป 9 Global Information Grid (GIG)

GIG เป็นการเชื่อมต่อทั่วโลกของกลาโหมสหรัฐ ในขีดความสามารถต่าง ๆ ด้านข้อมูลข่าวสารระหว่างจุดปลายทางทั้งสองด้าน โดยร่วมกับกระบวนการและบุคลากรเพื่อการรวบรวม การดำเนินการ การจัดเก็บ การแจกจ่าย และการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารบนความต้องการของกองกำลังร่วมและฝ่ายสนับสนุน GIG เป็นการใช้ทรัพยากรของตนเองและที่หาจากแหล่งอื่นในการติดต่อสื่อสาร ระบบคอมพิวเตอร์ บริการ โปรแกรม ข้อมูล การรักษาความปลอดภัย และบริการอื่น ๆ ที่จำเป็น ดังนั้น GIG จึงถูกมองเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างยานรบ (Platform) ที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ระบบอาวุธ และเครื่องมือตรวจจับ โดยในระบบติดต่อสื่อสารบนพื้นฐานของการปฏิบัติการร่วมกัน มีฉับไว สามารถไว้วางใจได้ และมีการแบ่งปันระหว่างกัน

cin

รูป 10 Information Grid

ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ (Relationships in the Military Operations)

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการปฏิบัติการทางทหารเริ่มมีความซับซ้อนตั้งแต่ ปี 1990 เนื่องจากเกิดการล่มสลายของฝ่ายสังคมนิยม โดยสหภาพโซเวียตแตกตัวออกเป็นประเทศเล็ก ๆ และหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็นส่วนใหญ่ ภัยคุกคามด้านความมั่นคงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากที่มีรูปแบบชัดเจนสามารถระบุตัวตนได้ ไปเป็นภัยคุกคามที่มีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้นและไม่สามารถระบุตัวตนได้ เช่นภัยจากผู้ก่อการร้าย ปัญหาการแบ่งแยกดินแดน และความขัดแย้งทางเชื้อชาติและความเชื่อ เป็นต้น ทำให้การปฏิบัติการทางทหารต้องถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่เหล่านี้

หลังจากมีการนำแนวความคิดของการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (EBO) เข้ามาประยุกต์ใช้จนเป็นที่ยอมรับ ได้มีการกำหนดการปฏิบัติการทางทหารรูปแบบใหม่ขึ้นมามากมาย โดยส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการเหล่านี้ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นเครื่องมือหลักในการทำให้ได้รับชัยชนะหรือความได้เปรียบเหนือข้าศึก เช่น การปฏิบัติการห้วงไซเบอร์ (Cyberspace Operations: CO), การปฏิบัติการร่วมพลเรือน-ทหาร (Civil-Military Operations: CMO), และการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations: IO) เป็นต้น

ในปี 1995 ศูนย์ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการบัญชาการ (The Center of Advance Command Concepts and Technology) ได้เผยแพร่หนังสือ “What is Information Warfare?” แต่งโดย Martin C. Libicki เพื่อเป็นการทำความเข้าใจในการปฏิบัติการต่าง ๆ ภายใต้การสงครามข้อมูลข่าวสาร (IW) ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในกรอบใหญ่ของการปฏิบัติการทางทหาร และได้อธิบายการปฏิบัติการอื่น ๆ ในลักษณะเป็นปฏิบัติการย่อย เช่น การสงครามระบบบัญชาการและควบคุม (C2W), การสงครามข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economic Information Warfare: EIW), การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW), การสงครามบนพื้นฐานของข้อมูลข่าวสาร (Information Based Warfare: IBW) และ การสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare: PSYW) เป็นต้น

1995 IO Concept

รูป 11 ความสัมพันธ์ภายใน Information Warfare ของ Martin C. Libicki

      ต่อมาในห้วงปี 2000 มีการพัฒนาการปฏิบัติการทางทหารในหลายด้านโดยมีการยกระดับการปฏิบัติการย่อยขึ้นมาเป็นการปฏิบัติการเฉพาะของตัวเอง เช่น การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) ที่เคยอยู่ภายใต้การสงครามระบบบัญชาการและควบคุม (C2W) มีการพัฒนาขึ้นมาแต่ยังคงมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน

EW Community

รูป 12 ความสัมพันธ์ระหว่าง C2W และ EW

ปัจจุบัน Joint Electronic Library (JEL) ได้เผยแพร่เอกสารหลักนิยมร่วมของกองทัพสหรัฐ โดยกำหนดหลักนิยมการปฏิบัติการร่วมทางทหารไว้ทั้งหมด จำนวน ๘๑ ฉบับ แบ่งเป็นด้านกำลังพลร่วม (J1) ๔ ฉบับ ด้านการข่าวร่วม (J2) ๕ ฉบับ ด้านยุทธการร่วม (J3) ๕๕ ฉบับ ด้านส่งกำลังบำรุงร่วม (J4) ๑๒ ฉบับ ด้านการวางแผนปฏิบัติการร่วม ๑ ฉบับ และด้านระบบติดต่อสื่อสารร่วม ๒ ฉบับ โดยมีหลักนิยมการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยตรงจำนวน ๑๓ ฉบับ ได้แก่

  • Joint Publication 2-0          Joint Intelligence
  • Joint Publication 3-12        Cyberspace Operations
  • Joint Publication 3-13        Information Operations
  • Joint Publication 3-13.1     Electronic Warfare
  • Joint Publication 3-13.2     Military Information Support Operations
  • Joint Publication 3-13.3     Operations Security
  • Joint Publication 3-13.4     Military Deception
  • Joint Publication 3-30        C2 for Joint Air Operations
  • Joint Publication 3-57        Civil-Military Operations
  • Joint Publication 3-61        Public Affairs
  • Joint Publication 5-0          Joint Operation Planning
  • Joint Publication 6-0          Joint Communications System
  • Joint Publication 6-01        Electromagnetic Spectrum Operations

Joint Pub Hirerachy

รูป 13 Joint Doctrine Hierarchy

ในแต่ละการปฏิบัติการจะระบุขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร (Information Related Capabilities: IRC) ไว้เพื่อทำให้เกิดความได้เปรียบในสภาวะแวดล้อมทางข้อมูลข่าวสาร (Information Environment) ส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติภารกิจนั้น

“IRCs are the tools, techniques, or activities that affect any of the three dimensions of the information environment. The joint force (means) employs IRCs (ways) to affect the information provided to or disseminated from the target audience (TA) in the physical and informational dimensions of the information environment to   affect decision making.” JP 3-13

นอกจากนี้ในเอกสารหลักนิยมร่วมยังได้ระบุความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกันไว้โดยชัดเจน เช่น การปฏิบัติการข่าวสาร (IO), การสื่อสารทางยุทธศาสตร์ (Strategic Communication: SC), และการปฏิบัติการห้วงไซเบอร์ (CO) เป็นต้น

IO

รูป 14  Information Related Capabilities ของ Information Operations

sc

รูป 15 Information Related Capabilities ของ Strategic Communication

ew

 รูป 16 Information Related Capabilities ของ Electronics Warfare

CO

รูปที่ 17 Information Related Capabilities ของ Cyberspace Operations

 SC&Other

รูป 18 ความสัมพันธ์ของ SC และ IO

 บทส่งท้าย

จากการศึกษาความสัมพันธ์ของการปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ในสงครามยุคใหม่ โดยการวิเคราะห์วิวัฒนาการของเทคโนโลยีตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการปฏิบัติการทางทหาร พบว่า การปฏิบัติการทางทหารนั้นมีความซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นไปตามคุณลักษณะที่ซับซ้อนของภัยคุกคาม รวมทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีส่วนในการเชื่อมโยงการปฏิบัติการของทุกส่วนที่ร่วมอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการเดียวกัน โดยการแบ่งปันข้อมูล (Information Sharing) การสร้างการหยั่งรู้ในสถานการณ์ (Situation Awareness) ร่วมกัน ไปจนถึงการหยั่งรู้ทั้งมวล (Total Awareness)

เป็นที่ประจักษ์ว่า การใช้กำลังทหารในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น ไม่สามารถทำให้เกิดความสำเร็จได้โดยการใช้การปฏิบัติการแบบเดียว จำเป็นต้องมีการปฏิบัติการอื่น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อทำให้เกิดผลกระทบที่ต้องการต่อกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ และในสภาวะ เวลา และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน การเลือกใช้การปฏิบัติใดการปฏิบัติเป็นหลัก การปฏิบัติใดเป็นการปฏิบัติสนับสนุน เป็นสิ่งที่ผู้บังตับบัญชาจะต้องตัดสินใจด้วยความรอบคอบ และทันต่อสถานการณ์

ทั้งนี้จึงทำให้การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการในสงครามยุคปัจจุบันมีความอ่อนตัว และเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา สถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมด้านข้อมูลข่าวสารในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสามารถระบุได้ชัดเจนคือ ขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารที่จะต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้มา    ในความได้เปรียบด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Advantage) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแพ้-ชนะของสงครามยุคใหม่

 

ผู้เรียบเรียง

น.อ.นิวัติ  เนียมพลอย

– B.Sc.(1st Hor.) in Command & Control, Communication and Information System, RMCS, Cranfiled University, England

– M.Sc.(Dist.Hor.) in Information Security, RHBNC, University of London, England

Electronic warfare Support Team,  Sweden

 

เอกสารอ้างอิง

  • http://en.wikipedia.org/wiki/Modern_warfare
  • https://nniwat.wordpress.com
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Jet_fighter_generations
  • What is Information Warfare? ,Martin C. Libicki, The Center of Advance Command Concepts and Technology, 1995
  • The Implementation of Network Centric Warfare by Office of Force Transformation, Office of the Secretary of Defense
  • Commander’s Handbook for an Effects-Based Approach to Joint Operations, 24 Feb 2006
  • Joint Doctrine Hierarchy Chart, Joint Electronic Library (JEL), 8 Oct 2014
  • Joint Publication 2-0: Joint Intelligence, Joint Electronic Library (JEL), 22 Oct 2013
  • Joint Publication 3-0: Joint Operations, Joint Electronic Library (JEL), 11 Aug 2011
  • Joint Publication 3-12(R): Cyberspace Operations, Joint Electronic Library (JEL), 5 Feb 2013
  • Joint Publication 3-13: Information Operations, Joint Electronic Library (JEL), 20 Nov 2014
  • Joint Publication 5-0: Joint Operation Planning, Joint Electronic Library (JEL), 11 Oct 2011
  • Joint Publication 6-0: Joint Communications System, Joint Electronic Library (JEL),   10 Jun 2010
  • ร่างหลักนิยมกองทัพไทย สำหรับการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ (Strategic Communication: SC),กองบัญชาการกองทัพไทย ๒๒ ส.ค.๕๕