การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations: EBO)

น.ท.นิวัติ  เนียมพลอย

B.Sc.(1st Hor.) in Command & Control, communication and Information System, RMCS.

M.Sc.(Dist.Hor.) in Information Security, Royal Holloway College

 

กล่าวนำ

โดยปกติในการทำงานใด ๆ จะมีการกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของความสำเร็จไว้ แต่การที่จะไปสู่เป้าหมายหรือให้ได้ผลลัพธ์นั้นอาจมีมากกว่าหนึ่งวิธี หรือหลายแนวทาง เช่นเดียวกันในทางการทหารวิธีการหรือแนวความคิดในการเอาชนะข้าศึกย่อมมีมากกว่าหนึ่งวิธี เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้ปรับใช้ให้สอดคล้องกับทรัพยากร เทคโนโลยี หลักนิยม และสมัยนิยมที่เหมาะสม เช่น การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Base Operations: EBO)

จุดเริ่มของการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ

การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations: EBO) เป็นแนวความคิดในการประยุกต์ใช้กำลังทหารในรูปแบบใหม่ โดยเริ่มกล่าวถึงในช่วงต้นปี ค.ศ.1990 โดยก่อนหน้านั้นกำลังทหารที่เข้าต่อสู้กับข้าศึกโดยใช้ความพยายามในการทำลายล้ายกองกำลังฝ่ายตรงข้ามในสนามรบ ทำให้เกิดการรบนองเลือด และมีความยืดเยื้อ ซึ่งแนวความคิดบนพื้นฐานของการทำลายเดิมนี้ ได้ถูกปรับเปลี่ยนที่ละเล็กละน้อยอย่างช้า ๆ ในยุคศตวรรษที่ 20

หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นการปิดฉากของสงครามเย็น ทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อวิธีการในการทำสงครามของทหาร โดยเริ่มจากการเป็นมหาอำนาจขั้วเดียวของสหรัฐ ทำให้สหรัฐต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแบบใหม่ที่ขยายวงกว้างขึ้น และมีความยากในการคาดเดามายิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาอยู่ในการปฏิบัติการของทหารมากขึ้น เช่น การบรรเทาสาธารณภัย และการปฏิบัติการอื่นนอกเหนือจากสงคราม (MOOTW) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของการใช้กำลังทหารคือทรัพยากร และงบประมาณที่ถูกจำกัด ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่ใช้โดยทั่วไปจะเป็นการป้องกันการเกิดการกระทบกระทั่งกัน และใช้การตอบสนองทางการทูตในการเผชิญหน้ากับข้าศึก การดำเนินการแบบนี้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจะต้องสามารถขัดขวาง ห้ามปราบ หรือบีบบังคับให้ข้าศึก (หรือผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นศัตรู) ยกเลิกความตั้งใจเหล่านั้น ความพยายามเหล่านี้จะต้องใช้พลังอำนาจในทุก ๆ ด้านของชาติในการเปลี่ยนความคิดของศัตรูอย่างมีประสิทธิภาพให้ตรงกับความต้องการของฝ่ายของตน

ในการสังเกตสงครามอ่าวในปี ค.ศ.1990-1991 มีการถกแถลงถึงการพิจารณาโครงสร้างใหม่ของวิธีการในการทำสงครามแบบอเมริกา (American way of war) จากการศึกษาค้นคว้าของ U.S. Joint Force Command (J9) ได้เผยแผ่เอกสารชื่อว่า การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations) โดยเอกสารนี้กล่าวว่า “การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบเป็นประหนึ่งความสามารถของแนวความคิดในการปฏิบัติการที่เด็ดขาดและรวดเร็ว” (…effects based operations as “an enabler of the Rapid Decisive Operations Concept.”…) และในสงครามบอสเนียระหว่างปี ค.ศ.1992-1995 แนวความคิดใหม่นี้ได้ถูกนำมาทดลองใช้ภายใต้ชื่อว่าการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ ซึ่งมีวิธีดำเนินการปฏิบัติมุ่งเน้นในการทำให้เกิดผลกระทบที่ต้องการมากกว่าวัตถุประสงค์ในการทำลายล้างทางกายภาพของเป้าหมาย

ความหมาย

เนื่องด้วยการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบนี้เป็นแนวคิดใหม่ที่นำเสนอเข้ามายังกองทัพไทย      นักยุทธศาสตร์และนักวิชาการทางทหารได้เริ่มศึกษาแนวทางนี้เพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม    ภูมิประเทศ และ วัฒนธรรมประเพณีของสังคมทหารไทย เห็นได้จากบทความต่าง ๆ ที่เผยแพร่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“ กองทัพอากาศปฏิบัติการใช้กำลังทางอากาศตามขีดความสามารถที่มีอยู่ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี …. ด้วยระบบปฏิบัติการเครือข่ายของระบบบัญชาการและควบคุม ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations: EBO)”

จาก หลักนิยมพื้นฐานกองทัพอากาศ พ.ศ.๒๕๕๐ บทที่ ๓ กำลังทางอากาศ หัวข้อการปฏิบัติการของกำลังทางอากาศ

“ แนวคิดเชิงพลวัตรปฏิบัติการกองทัพอากาศในศตวรรษที่ ๒๑ จำเป็นต้องมีการกำหนดทิศทางให้เกิดการปฏิบัติในกิจการทหาร ดังเช่น แผนปฏิบัติการสู่การปรับเปลี่ยนของกองทัพอากาศ ซึ่งมีทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แนวคิดการปฏิบัติการใหม่ ปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effect based operations: EBO) และการใช้ปฏิบัติการเครือข่ายศูนย์กลางแห่งสงคราม (Network centric warfare: NCW)”

โดย น.อ.ประภาส สอนใจดี บทความ”แนวความคิดในปัจจุบันสู่ความเป็นจริงในอนาคต”จาก www.do.rtaf.mi.th

“ จากแนวความคิดที่ต้องการครองความเหนือกว่าอย่างรวดเร็ว ด้วยความมุ่งหมายต่อความเหนือกว่าทางกายภาพและทางจิตวิทยาของกองทัพสหรัฐ ฯ นั้น ทางกองทัพสหรัฐ ฯ ได้พัฒนาแนวคิดดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติที่มีเรียกว่า ปฏิบัติการบนบรรทัดฐานของประสิทธิผล (Effects-Based Operations)

โดย พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง บทความ “ปฏิบัติการบนบรรทัดฐานของประสิทธิผล – บทต่อของการครองความเหนือกว่าอย่างรวดเร็ว” จาก www.tortaharn.net  

 

ดังนั้นเราควรรู้ว่าการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations: EBO) คืออะไร หมายถึงอะไร และใช้งานหรือต้องปฏิบัติอย่างไร จากเอกสารหลักนิยมพื้นฐานของกองทัพอากาศสหรัฐ (The Air Force Doctrine Document 1 “AF Basic Doctrine”) ได้ให้ความหมายของ การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (Effects Based Operations: EBO) ว่าเป็นวิธีการสำหรับการวางแผน การปฏิบัติ และการประเมินด้านยุทธการ ที่จะได้มาซึ่งผลกระทบ (ผลลัพธ์) ที่ต้องการเพื่อที่จะได้ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงของชาติที่ต้องการ

Effect based operations is a methodology for planning, excuting and assessing operations to attain the effects requird to achieve desired national security objective.

AFDD1

ดร.มาริส แม๊คแค็บ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า แน่นอนว่าผู้บังคับบัญชาจะต้องพิจารณาผลกระทบในการวางแผนและการต่อสู้ แต่สิ่งที่ขาดไปคือเครื่องมือที่จะช่วยสร้างหรือประเมินแผนการปฏิบัติที่สามารถเชื่อมโยงวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ผลกระทบด้านกายภาพและพฤติกรรม รวมทั้งกลไกลที่จะทำให้เกิดผลกระทบที่ต้องการ ดังนั้น EBO จึงเป็นกระบวนการคิด หรือวิธีคิดแบบใหม่ที่สามารถสนับสนุนได้ในทุกภารกิจตั้งแต่การปฏิบัติการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม (Humanitarian Relief Operations: HUMRO) ไปจนถึงสงครามขนาดใหญ่ (Major Theater War: MTW) โดยที่มีการใช้อาวุธ และไม่ใช้อาวุธ

แนวความคิดแบบ EBO นี้จะจำลองข้าศึกให้อยู่ในรูปของระบบ ซึ่งมีระบบย่อย ๆ อยู่ภายใน (System-of-System) ซึ่งสามารถใช้แบบจำลอง Center of Gravity: COG หรือ 5 Rings Model ของ Warden หรือ National Elements of Value: NEV ของ Barlow ในการจำลองระบบของข้าศึก โดยหากเราจำลองระบบหนึ่งของข้าศึกด้วยหนึ่ง COG ในแนวความคิดของ EBO นี้ เราจะต้องวิเคราะห์ถึงผลกระทบในการปฏิบัติต่อระบบหนึ่งที่ไปมีผลกับอีกระบบย่อยหนึ่งของข้าศึกด้วย หรือเรียกว่าการวิเคราะห์แบบ Cross-COG (NEV) การวิเคราะห์ในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่าระบบข้าศึกมีจุดอ่อน-จุดแข็ง รวมทั้งมีการเชื่อมโยงในการทำงานอย่างไร (Nodes & links) อะไรเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานของระบบข้าศึก และสามารถเลือกวิธีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้การประเมินค่าผลการปฏิบัติของ EBO นั้นจะต้องครอบคลุมในทุกด้านทั้งด้านกายภาพ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของข้าศึก ซึ่งจะมีปัจจัยในเรื่องเวลาเข้ามาประกอบเป็นสำคัญ ดังนั้นจะต้องมาการบริหารจัดการการข่าวกรองที่ดี (Effects Based Dynamic ISR Management)

  Warden’s COG (5 Ring) Model

Barlow’s NEV Model

 

หากเราคิดว่า EBO เป็นวิธีการคิดในการปฏิบัติการใหม่ แล้วความสัมพันธ์ระหว่าง EBO กับแนวความคิดในการปฏิบัติการแบบเดิมเป็นอย่างไร จากการใช้กำลังทางทหารในอดีตส่วนใหญ่ผู้วางแผนจะคำนึงถึงอำนาจการทำลายในสนามรบ ซึ่งจะเป็นผลกระทบโดยตรงด้านกายภาพเป็นสำคัญ เช่น จำนวนข้าศึกที่สามารถสังหารได้ อัตราการสูญเสียของอากาศยานระหว่างฝ่ายข้าศึกกับฝ่ายเรา เป็นต้น แนวทางการปฏิบัตินี้ถูกเรียกว่า การปฏิบัติการบนพื้นฐานของเป้าหมาย (Target Based Operations: TBO) โดยมีการกำหนดหรือระบุเป้าหมาย หรือหน่วยกำลังของข้าศึก และวางแผนในการทำลายเป้าหมายเหล่านี้ โดยเน้นการทำลายเป้าหมายให้ได้ตามที่กำหนดไว้ ในทศวรรษที่ผ่านมานักการทหารรู้ว่าการเอาชนะข้าศึกโดยมุ่งการทำลายหน่วยทหารหรือเป้าหมายในพื้นที่การรบอย่างเดียวไม่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ และเป็นแนวทางที่สิ้นเปลืองทรัพยากร และกำลังพลเป็นจำนวนมาก กล่าวคือหากมีขีดความสามารถที่เท่าเทียมกัน จำนวนจะเป็นปัจจัยหลักในการแพ้-ชนะ ดังเช่นการสะสมกำลังทหาร หรือการสะสมอาวุธในอดีต จึงมีการพัฒนาต่อมาเป็นการใช้กำลังทหารโดยเป็นเครื่องมือของระดับยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันให้เกิดผลในวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งเรียกว่า การปฏิบัติการบนพื้นฐานของวัตถุประสงค์ (Objective Based Operations: OBO) ซึ่งจะมองถึงผลประโยชน์ระดับยุทธศาสตร์ที่สูงกว่าการใช้กำลังทางทหาร แนวทางนี้จะมีการนำยุทธศาสตร์ที่ได้รับมาพิจารณาวางแผน ประเมินค่า และปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับเพื่อให้ได้วัตถุประสงค์ที่ต้องการ (Strategies to Task หรือยุทธศาสตร์สู่ยุทธวิธี) โดยสามารถปฏิบัติได้อย่างตรงตามความต้องการมากกว่า และใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่า TBO มาก แต่สำหรับ EBO มิใช่แนวคิดที่มาทดแทนวิธีการหรือแนวคิดขางต้นทั้งสอง แต่เป็นการพิจารณาให้ความสำคัญกับผลกระทบที่มีต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งด้านกายภาพและด้านพฤติกรรม แนวทางการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบนี้จะมองการปฏิบัติในมุมมองที่กว้างกว่า และพยายามศึกษาและจำลองแบบความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำ (actions) กับผลกระทบในด้านต่าง ๆ (effects) ใช้ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในการประเมินค่าการตอบสนองของข้าศึกอย่างต่อเนื่องและ real time ต่อการปฏิบัติของฝ่ายเรา ทั้งนี้เป็นที่ประจักษ์ว่าการทำให้เกิดผลกระทบด้านพฤติกรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นไปได้ยาก ดังนั้นปัญหาสำคัญในการใช้แนวทางการปฏิบัติบนพื้นฐานของผลกระทบ ได้แก่

๑.      การระบุความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลกระทบ

๒.      การเฝ้าติดตามผลกระทบให้ครบถ้วนและต่อเนื่องเป็นไปได้ยาก

๓.      ความไม่แน่นอนของตัวแปรที่มีผลต่อการปฏิบัติ

ความสัมพันธ์ระหว่าง TBO, OBO, และ EBO

แบบจำลองการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ

ในมุมมองที่กำหนดให้การปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (EBO) เป็นวิธีการ หรือกระบวนการในการทำกิจกรรมด้านยุทธการ ดังนั้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DoD) โครงการ Technical Area Review and Assessment: TARA ซึ่งรายงานต่อคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับความมั่นคง (Defense Science and Technology Advisory Group: DSTAG) โดยมี รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Deputy Under Secretary of Defense for Science and Technology: DUSD(S&T)) เป็นประธาน ได้กำหนดให้ EBO เป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ (Defense Technology Objectives: DTO) ได้กำหนดแนวทางในการสร้างแบบจำลองของการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ (EBO) เพื่อช่วยในการระบุและคาดการณ์ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดจากการกระทำของกำลังฝ่ายเราที่จะเอาชนะฝ่ายข้าศึก หรือในการปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ โดยแบบจำลองของ EBO นั้นได้รับอิทธิพลจากแบบจำลองอื่น ๆ ที่ถูกใช้งานในการวางแผน การปฏิบัติ และการวิเคราะห์มาก่อนแล้ว ได้แก่

  • JP 3-56.1 Campaign Planning Model
  • Warden’s “Enemy As A System” Model
  • Barlow’s “National Elements of Value” Model
  • McCrabb’s “Enemy Reactions” Model

EBO’s Meta-Model

การวางแผนแบบการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบ

The (Almost) Complete Puzzle

          กล่าวโดยสรุปการวางแผนของ EBO แบ่งออกเป็น ๕ ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑ ความตั้งใจของผู้บังคับบัญชา (Commander’s Intent: CI)

ความตั้งใจของผู้บังคับบัญชา (CI) อาจแสดงถึง สภาวะสุดท้าย (End Stage), จุดประสงค์ (Purpose), วิธีการ (Method) และความเสี่ยง (Risk) โดยเป็นการแจ้งให้ทราบ กำหนดแนวทาง ชี้นำ และสนับสนุนในกระบวนการ ผลลัพธ์ และเครื่องมือของ EBO และการเตรียมข่าวกรองสำหรับพื้นที่การรบ (Information Preparation of Battle space: IPB) โดยการใช้ Campaign Planning Model เพื่อพิจารณาถ่ายทอดวัตถุประสงค์จากการวางแผนการทัพ (Campaign Plan) ระดับยุทธศาสตร์ไปสู่การกำหนดภารกิจ (Tasking) ในระดับยุทธการ ตลอดจนถึงการปฏิบัติ (Activities) ในระดับยุทธวิธี ตลอดจนแนวทางในการประเมินค่าทุกระดับ

ขั้นตอนที่ ๒ ผลกระทบที่ต้องการ (Desired Effects)

เป็นการระบุเป้าหมายที่เป็นไปได้ที่อยู่ในแต่ละระบบของข้าศึก โดยใช้ Barlow’s NEV Model และ Warden’s Rings Model ในการระบุจุดอ่อนที่ควรจะกำหนดเป็นเป้าหมายในวัตถุประสงค์การปฏิบัติ โดยวิเคราะห์จุดศูนย์ดุล (Center of Gravity: COG) ในระบบต่าง ๆ ของข้าศึก และความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อ (Links) ระหว่างกัน

ขั้นตอนที่ ๓ กระบวนการด้านการข่าวกรอง (IPB Tools & Process) และนโยบายของการปฏิบัติการบนพื้นฐานผลกระทบต่อเป้าหมาย (EBO/DTT T&Ps)

เป็นการคาดเดาผลกระทบจากการปฏิบัติโดยอาศัยกระบวนการด้านการข่าวกรอง (IPB) และการกำหนดนโยบายของการปฏิบัติการบนพื้นฐานผลกระทบ (EBO) โดยเป็นการระบุและปรับแต่งจุดศูนย์ดุล (COG) และ องค์ประกอบที่เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ (Time Sensitive Assets: TSA) ซึ่งจะได้วัตถุประสงค์ และผลกระทบที่ต้องการที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถนำไปพิจารณาในการระบุเป้าหมายกับทางเลือกในการใช้อาวุธบนเป้าหมายนั้น ๆ  ในขั้นตอนนี้จะต้องใช้อุปกรณ์หาข่าวกรอง (Intelligence Surveillance and Recognizant:     ISR) ที่มีคุณภาพในการรวบรวมข้อมูล โดยมุ่งไปยังผลกระทบที่เกิดขึ้นมากกว่าการกระทำ

ขั้นตอนที่ ๔ แนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ (Course of Actions: COAs)

เป็นการพิจารณาปฏิกิริยา (Reactions) ของข้าศึกเมื่อถูกกระทำต่อเป้าหมาย โดยประเมินจากวัตถุประสงค์ ขีดความสามารถ และความตั้งใจของข้าศึก โดยใช้ McCrabb’s “Enemy Reactions” Model ซึ่งต้องใช้ความรู้แนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ ของข้าศึกมาประกอบกับ แนวทางการปฏิบัติของฝ่ายเรา โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสิ่งแวดล้อมและห้วงเวลาที่แตกต่างกันไป ดังนั้นในขั้นตอนนี้จะมีการกำหนดจุดชี้ขาด (Decisive Point), เป้าหมายที่มีคุณค่าสูง (High Value Target: HVT), เป้าหมายที่คุ้มค่า (High Payoff Targets: HPT), เป้าหมายที่ยังคลุมเครือ (Targets Under Trees: TUT) และเป้าหมายที่มีปัจจัยด้านเวลา (Time Sensitive Targets: TST)

ขั้นตอนที่ ๕ คัดเลือกแนวทางการปฏิบัติ (Selected COA)

เป็นการนำแนวทางการปฏิบัติที่ได้รับการคัดเลือกแล้วมาจำลองในการจำลองยุทธ์ (War Game Simulation) เพื่อทดสอบผลกระทบที่ได้รับจากแนวทางการปฏิบัติที่เลือก จนมีการวางแผนการปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลกระทบที่ต้องการ

ผลกระทบกับยุทธศิลป์ (Effects & Operational Art)

โดยทั่วไปมีการให้ความหมายของ ยุทธศิลป์คือการนำเสนอแนวคิดในการเชื่อมต่อความคิดทางยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติทางทหารในระดับยุทธวิธี โดยคำนึงการประสานกิจกรรมสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในทุกระดับของสงคราม หรืออีกนัยหนึ่งคือ การยุทธการ (Operations) นั่นเอง

    “Operational Art translates the commander’s strategy into operational design, and, ultimately, tactical action, by integrating the key activities of all levels of war.”

JP 1-02, Dictionary of Military and Associated Term

Effects & Operational Art

ในความคิดด้านยุทธศิลป์ ฝ่ายอำนวยการพยายามที่จะหาคำตอบ สภาวะสิ้นสุด (End Stages) คือกลุ่มของเงื่อนไข (Conditions) ที่จะทำให้เกิด หรือเอื้อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับยุทธศาสตร์ แนวทางการปฏิบัติ (Ways) คือ แนวทางปฏิบัติ (COA) ขั้นตอน กระบวนการ เหตุการณ์ต่าง ๆ (Events) ที่ต้องกระทำ หรือเกิดขึ้นที่ให้ได้มาซึ่งสภาวะแวดล้อมที่ต้องการ และเครื่องมือ (Means) คือ ทรัพยากรต่าง ๆ (Resources) ที่ต้องใช้ในดำเนินแนวทางการปฏิบัติให้สำเร็จ ตลอดจนต้องมีการพิจารณาบนพื้นฐานของการประเมินความเสี่ยง (Risks) หรือสิ่งที่ต้องจ่าย (Cost) ในการปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติที่เลือก

ในแนวความคิดการปฏิบัติบนพื้นฐานของผลกระทบนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาต้องการในระดับยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เกิด สภาวะสิ้นสุด (End Stage) มีเหตุ (Cause) หรือกลไก (Mechanism) ที่ทำให้เกิดผลนั้น ๆ โดยสามารถเชื่อมโยงจากการกระทำไปสู่กลไก และผลลัพธ์ที่ได้ด้วยเหตุและผล (Why)

EBO CONOPS

          โดยสรุป ผลกระทบ (Effect) เป็น ผลลัพธ์จากการกระทำ โดยที่มูลเหตุ (Cause) เป็นตัวเชื่อม เหมือนประโยคเงื่อนไขที่ว่า “ถ้ากระทำ x แล้ว เกิดผลลัพธ์ y เพราะว่า มีกลไล a, b, c,…” ซึ่งกลไลจะเป็นการอธิบายวัตถุประสงค์หรือนโยบายจากผู้บังคับบัญชา (CI) แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่จะระบุการปฏิบัติการบนพื้นฐานของผลกระทบให้อยู่ในรูปตรรกะได้ เนื่องจากมีปัจจัยของความไม่แน่นอนที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วน หรือความเชื่อมโยงระหว่างผลที่เกิดขึ้นกับการกระทำเป็นเรื่องที่คาดหมายไว้ ดังนั้นโดยส่วนใหญ่จะระบุในรูปของความน่าจะเป็น

—————————————————————–

ข้อมูลอ้างอิง

Literature survey on Effects-Based Operations. A Ph.D.Study on measuring effects and effectiveness, Maj.Z. Jobbagy, TNO Physics and Electronics Laboratory, The Netherlands. http://www.tno.nl

Effects-based operations: A new Operational Model?, Lt.Col. Allen W.Batschelet, U.S.Army War College Strategy Research Project, U.S.A., http://www.iwar.org.uk

Effects-based Operations: An Overview, Dr.Maris “Buster” McCrabb, http://www.au.af.mil

Air Force Basic Doctrine, Organization, and Command, Air Force Doctrine Document 1, USAF

TARA: The DoD Technical Review Program, Morton A.Hirschberg,  Journal of Software Technology, http://journal.thedacs.com