กล่าวนำ

                การบัญชาการและควบคุมเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการกิจกรรมต่าง ๆ ในการบริหารงานขององค์กรต่าง ๆ ทั้งทางทหาร หน่วยงานของรัฐ และภาคธุรกิจ ผู้นำองค์กรจะต้องมีกระบวนการตัดสินใจที่ถูกต้อง และสามารถบัญชาการให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการตามที่ได้ตัดสินตกลงใจไปแล้ว อีกทั้งต้องทีการควบคุมการทำงานภายในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากที่สุด

ระบบบัญชาการและควบคุม

                ระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control System: C2) คือระบบที่ใช้ในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ขององค์กรในการสั่งการและควบคุมสำหรับปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ และประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์กร สำหรับในด้านการทหารวัตถุประสงค์คือการเอาชนะข้าศึก ซึ่งระบบนี้อาจบูรณาการในการใช้ทรัพยากรด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ได้แก่ กำลังพล ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี ความรู้ และความเชื่อ เป็นต้น

สำหรับคุณลักษณะของระบบบัญชาการและควบคุมที่ต้องการขององค์กรทางทหาร เป็นระบบที่กล่าวได้ดังนี้

  • สามารถแสดงสถานการณ์การรบ และสถานภาพกำลังฝ่ายเราที่ถูกต้องในเวลาอันรวดเร็วเพื่อเป็นข้อมูล ในการตัดสินตกลงใจ เลือกหนทาง เริ่มต้น หยุด หรือเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่อสถานการณ์นั้น
  • สามารถตัดสินตกลงใจ สั่งการ และติดตามผลการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ได้อย่างรวดเร็ว (Near/Real Time) มีความชัดเจน ต่อผู้ปฏิบัติ
  • อีกทั้งรวบรวมและกระจายข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับหน่วยเกี่ยวข้องและผู้ปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย และดำรงอยู่
  • ซึ่งสามารถทำให้เกิดการระแวดระวังโดยรวม (Total Awareness: TA) ให้แก่ผู้บังคับบัญชาได้

 

ระบบบัญชาการและควบคุมสามารถแบ่งได้ตามระดับของการปฏิบัติ ได้ดังนี้ ระดับยุทธศาสตร์ ระดับยุทธการ และระดับยุทธวิธี ซึ่งในแต่ละระดับจะเน้นแนวทางการทำงานที่ต่างกัน เช่น  ระบบบัญชาการและควบคุมในระดับยุทธศาสตร์จะเน้นในการตัดสินตกลงใจ หาเป้าหมายหรือกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ และสั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ  สำหรับระบบฯ ในระดับยุทธการจะเน้นในการทำให้คำสั่งของผู้บังคับบัญชาสามารถแปลงไปเป็นหนทางปฏิบัติและควบคุมดูแลหน่วยงานให้ปฏิบัติจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ส่วนระบบฯ ในระดับยุทธวิธีจะเน้นในการปฏิบัติภารกิจให้ประสบความสำเร็จ

รูป ๑ Spectrum of C2

แบบจำลองการตัดสินใจ (Decision Making Model)

                จากคุณลักษณะของระบบบัญชาการและควบคุม จะเห็นได้ว่าต้องมีขีดความสามารถในการตัดสินใจในการเลือกปฏิบัติต่างๆ เป็นสำคัญ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการบัญชาการและควบคุมนั้นเป็นการจัดระเบียบกระบวนการในการตันสินใจ

OODA loop

                ในปัจจุบัน OODA Loop ของ Col. John Boyd ถือได้ว่าเป็นแบบจำลองของระบบบัญชาการและควบคุมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด มีการทำไปประยุกต์ใช้ให้หลายประเทศ ซึ่งได้ถูกเริ่มพัฒนาครั้งแรกเพื่ออธิบายเหตุผลที่ว่า นักบินอเมริกันสามารถทำการรบในอากาศชนะข้าศึกได้ในสงครามเกาหลี และได้ถูกพัฒนาต่อมาเพื่อให้เป็นแบบจำลองทั่วไปของการบัญชาการและควบคุมในเวลาต่อมา

รูป ๒ The original OODA Loop

รูป ๓ The modified OODA loop

                จากแนวความคิดของ Boyd ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันเป็นวงรอบของ การสังเกต (Observe) – การทำความเข้าใจ (Orient) – การตัดสินใจ (Decision) – การปฏิบัติ (Act) โดยองค์กรต้องทำวงรอบนี้ให้รวดเร็ว สังเกตและสนองตอบต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้เร็วกว่าข้าศึก และสามารถเข้าไปสร้างปัญหาและสร้างความได้เปรียบภายในวงรอบการตัดสินใจของข้าศึก ดังนั้นการรบหรือการดำเนินธุรกิจใด ๆ จะต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบบัญชาการและความคุม ซึ่งก่อให้เกิดการสงครามบัญชาการและควบคุม (Command and Control Warfare: C2W) ที่มุ่งจะทำลายวงรอบในการตัดสินใจของข้าศึกและป้องกันของตนเองให้ดำรงขีดความสามารถอย่างเต็มที่

รูป ๔ The interacted OODA loop

๑.      การสังเกต (Observation: O)

ทฤษฎีในการตัดสินใจของ Boyd ได้แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจทุกครั้งจะอยู่บนพื้นฐานของการสังเกต หรือการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ โดยต้องสัมพันธ์กับการคัดกรองปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา การสังเกตจะเป็นข้อมูลดิบที่นำไปสู่การตัดสินใจและการปฏิบัติต่าง ๆ โดยผลที่ได้จากการสังเกตจะถูกนำไปตีความในขั้นตอนการทำความเข้าใจต่อไป ข้อมูลดิบเหล่านี้อาจมาจาก ผลการปฏิบัติในครั้งก่อน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผลการปฏิบัติกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และข้อมูลภายนอกอื่น ๆ

๒.      การทำความเข้าใจ (Orientation: O)

ในขั้นตอนนี้ข้อมูลดิบที่ได้จากการสังเกตจะถูกกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานภายในขั้นตอนการทำความเข้าใจ ได้แก่ ความเชื่อที่ตกทอดกันมา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประสบการณ์ ข้อมูลที่ทันสมัย และวิธีการในการวิเคราะห์ ขั้นตอนนี้จัดได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดใน OODA loop เพราะเป็นส่วนที่กำหนดแนวทางในการดำเนินการในอีก ๓ องค์ประกอบที่เหลืออยู่ เมื่อมีความเข้าใจในสถานการณ์และข้อมูลต่าง ๆ แล้ว ระบบจะมีความพร้อมในการตัดสินใจในขั้นต่อไป

๓.      การตัดสินใจ (Decision: D)

OODA loop เป็นการพัฒนาจากการตัดสินใจของนักบินขับไล่ ซึ่งกระบวนการนี้จะทำโดยผู้ตัดสินใจคนเดียว ในแต่ละเรื่อง ดังนั้นหากนำไปใช้ในองค์กรใหญ่ หรือมีหลายหน่วยงานเข้าร่วมในการวงรอบนี้ สิ่งที่สำคัญคือการมีแนวคิดและความเชื่อ (Doctrine) อันเดียวกัน และสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วัฒนธรรมของแต่ละหน่วยงานร่วมกันได้ เพื่อการตัดสินใจที่สอดคล้องและรวดเร็วของส่วนรวม และเนื่องจาก OODA loop เน้นในเรื่องความรวดเร็วการตัดสินใจส่วนใหญ่จะเป็นการตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis) และการทดลองนำไปปฏิบัติ เพื่อให้สนองตอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

๔.      การปฏิบัติ (Act: A)

เมื่อแผนดำเนินการถูกส่งไปให้หน่วยปฏิบัติในสนามรบ จะมีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา หากการตัดสินใจนั้นถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น รวมทั้งผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติตามแผนงานได้ถูกต้องครบถ้วน ภารกิจจะสำเร็จซึ่งหมายถึงการชนะสงคราม ในทางตรงกันข้ามแผนที่ผิดพลาดไม่สามารถทำให้ชนะสงครามได้ แม้นว่าจะปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องครบถ้วยแล้วก็ตาม

สำหรับ OODA loop ในการที่จะชนะข้าศึก องค์กรของเราจะต้องมีจังหวะในวงรอบการตัดสินใจที่เร็วว่าของข้าศึก หรือจะดีกว่าหากสามารถเข้าไปอยู่ภายในวงรอบการตัดสินใจหรือ OODA loop ของข้าศึก โดยทำให้เกิดความไม่มั่นใจ หรือสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เพื่อก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นภายในองค์กรของข้าศึก จนทำให้ไม่สามารถสร้างภาพสถานการณ์ที่จำเป็นในการบัญชาการและควบคุมได้

The Dynamic OODA Loop

                นอกจาก OODA Loop ของ Boyd แล้วยังมีนักยุทธศาสตร์อีกหลายคนพยายามพัฒนาแบบจำลองขึ้นมาเพื่อวงรอบการตัดสินใจ ได้แก่ แบบจำลองของ Lawson ซึ่งให้ความสำคัญในด้านการควบคุม และอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการตัดสินใจ แบบจำลอง SHOR (Stimulus-Hypothesis-Option-Response) ของ Wohl ซึ่งเน้นการตัดสินใจในเชิงจิตวิทยา และแบบจำลอง Dynamic Decision ของ Brehmer ซึ่งพยายามพัฒนาวงรอบการตัดสินใจที่สามารถรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้เช่น ความล่าช้าที่มาจากส่วนต่าง ๆ

                วงรอบการตัดสินใจแบบ Dynamic OODA Loop พัฒนามาจากมุมมองของกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติภายในระบบบัญชาการและควบคุม ที่จะทำให้ผู้บังคับบัญชาได้รับความสำเร็จในการบัญชาการและควบคุม และเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ตามแบบจำลอง Rich Picture ซึ่งสามารถรองรับการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้

รูป ๕ Dynamic OODA Loop

Network Centric Operation: NCO

                การปฏิบัติการโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCO) เป็นวิวัฒนาการในการรบรูปแบบใหม่ (Revolutions in Military Affairs: RMA) เพื่อรองรับยุค Information Age ซึ่งประกอบด้วย ๓ แนวความคิดหลัก ได้แก่

๑.      เปลี่ยนความสนใจจากพาหนะ (platform) ไปเป็นเครือข่าย (Network)

๒.      เปลี่ยนการมองผู้ปฏิบัติแยกเป็นแต่ละคนหรือแต่ละหน่วย เป็นการมองในภาพรวมทั้งระบบ

๓.      ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ ที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระบบที่เปลี่ยนแปลงไป

NCO จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการเชื่อมโยงของหน่วยกำลังต่าง ๆ เข้าด้วยกันด้วยข้อมูลข่าวสาร ซึ่ง NCO จะทำให้กองกำลังเข้าไปสู่ความได้เปรียบของข้อมูล (Information Domain) โดยที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแบ่งปันและเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งสามารถเป็นปัจจัยในการทวีกำลังจากการประสานงานระหว่างหน่วยภายในกองกำลัง และระบบ NCO อื่น ๆ ตลอดจนสามารถเพิ่มการระแวงระวังสถานการณ์ (situation Awareness) ให้กันและกัน

แม้น NCO เน้นในการปฏิบัติในระดับยุทธวิธีและระดับยุทธการ แต่มีผลกระทบในทุกระดับของการปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ระดับยุทธวิธีจนถึงระดับยุทธศาสตร์ ในระดับยุทธการ NCO จะสนับสนุนผู้บังคับบัญชาด้วยขีดความสามารถที่ทำให้เกิดผลกระทบที่แน่นอนจากการปฏิบัติที่มีจังหวะไม่แน่นอน และสร้างสภาพของการขัดขวางให้กับแนวทางปฏิบัติของข้าศึก

รูป ๖ Network Centric Operation (NCO)

NCO กับ Effects Based Operations (EBO)

การสงครามโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Warfare) เป็นทฤษฎีของสงครามในยุคข้อมูลข่าวสาร และเป็นแนวคิดให้หน่วยเกี่ยวข้องระดับสูงในสถาบันทหารต้องให้ความสำคัญกับยุคข้อมูลข่าวสารนี้ กองกำลังที่เชื่อมโยงกันใน NCO จะทำให้เกิด Effects Based Operations

รูป ๗ Information Age Warfare- Domians of Conflict

“Effects Based Operations คือ กิจกรรมต่าง ๆ ที่อำนวยการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมต่าง ๆ ของฝ่ายเรา ฝ่ายที่เป็นกลาง และฝ่ายข้าศึก ในสภาวะปกติ ขัดแย้ง และสงคราม”

ผู้บังคับบัญชาและผู้วางแผนทางทหารพยายามที่จะวางแผน และปฏิบัติการในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดผลกระทบที่ต้องการซึ่งสอดคล้องกับความสำเร็จที่ต้องการของความมั่นคงแห่งชาติ

ทฤษฎีการทำงานของ NCO

๑.   กองกำลังเชื่อมโยงเครือข่ายที่แข็งแรง เพื่อเพิ่มขีดความสารถในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร

๒.   การใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อเพิ่มคุณภาพของข้อมูล และการแบ่งปันการระแวดระวังสถานการณ์ (Situation Awareness: SA)

๓.   การมีการระแวดระวังสถานการณ์ร่วมกัน จะทำให้เกิดการร่วมมือ(Collaboration) การประสานสอดคล้อง(Self-synchronization) การดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง (sustainability) และความเร็วในการสั่งการ (Speed of Command)

การสงครามบัญชาการและควบคุม (Command and Control Warfare: C2W)

                C2W เป็นการประยุกต์ใช้งานของ Information Warfare ในการปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เทคนิคและเทคโนโลยีต่างๆ ในการโจมตีหรือป้องกันกลุ่มเป้าหมายพิเศษโดยเฉาพะอย่างยิ่งระบบบัญชาการและควบคุม (C2 System) C2W มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันข้อมูลข่าวสารไม่ให้ไปสู่ฝ่ายข้าศึก เพื่อขัดขวางขีดความสามารถทางด้านการบัญชาการและควบคุม ในเวลาเดียวกันต้องระมัดระวัง ป้องกันขีดความสามารถในการบัญชาการและควบคุมของตนและฝ่ายเดียวกัน

รูป ๘ Command and Control Warfare (C2W) 

องค์ประกอบของ C2W

๑.   การรักษาความปลอดภัยการปฏิบัติการ (Operations Security: OPSEC)

๒.   การลวงทางทหาร (Military Deception)

๓.   การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operations: PSYOP)

๔.   การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW)

๕.   การทำลายทางกายภาพ (Physical Destruction)

                C2W จำเป็นต้องมีการสนับสนุนซึ่งกันและกันกับการข่าวกรอง เพื่อที่จะป้องกันข้อมูลข่าวสารไม่ให้ไปถึงข้าศึก อีกทั้งเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือข้าศึก จนสามารถทำลายข้าศึกได้ ในทางกลับกันต้องช่วยให้ระบบของฝ่ายเดียวกันปลอดภัยจากการปฏิบัติของข้าศึก

                การรักษาความปลอดภัยการปฏิบัติการ (Operations Security: OPSEC)

                OPSEC เป็นกระบวนการที่ระบุว่าข้อมูลข่าวสารสำคัญที่เกิดจากการปฏิบัติของฝ่ายเราเมื่อถูกข้าศึกรับทราบแล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติได้ ลอดไปจนถึงการดำเนินมาตรการในการป้องกัน หรือลดทอนขีดความสามารถในการค้นพบข้อมูลสำคัญเหล่านี้ของข้าศึก

                การลวงทางทหาร (Military Deception)

                การลวงเป็นทางสร้างและขยายความสับวน คลุมเครือของสถานการณ์ หรือการนำข้าศึกไปสู่ความเข้าใจในสถานการณ์ที่ผิดโดยการใช้ปฏิบัติการจิตวิทยา การสงครามข่าวสาร และวิธีอื่น ๆ การลวงจะทำให้ข้าศึกสูญเสียความมั่นใจในการปฏิบัติเมื่อค้นพบกับความจริงของสถานการณ์ และอาจไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

                การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operations: PSYOP)

                PSYOP เป็นการใช้การโฆษณาชวนเชื่อ ร่วมกับกิจกรรมทางจิตวิทยา เพื่อเป้าหมายหลักในการสร้างอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ ท่าที และพฤติกรรมต่อเป้าหมายภัยคุกคามนอกประเทศ เพื่อให้สนองต่อความสำเร็จของประเทศ โดยมีเป้าหมายในหลายระดับ ได้แก่ รัฐบาล หน่วยงาน กลุ่มคน และประชาชน

                การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW)

                EW เป็นการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านต่าง ๆ หรือการควบคุมพลังงานของย่านความถี่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบ C2 ของข้าศึก และเป็นประโยชน์ต่อระบบ C2 ของฝ่ายเรา โดยสามารถใช้มาตรการทาง EW ทั้ง ๓ ประการ คือ Electronic Attack (EA), Electronic Protection (EP) และ Electronic Support (ES)

                การทำลายทางกายภาพ (Physical Destruction)

                การทำลายทางกายภาพเป็นวิธีการทำลายหรือลิดรอน ระบบ C2 ของข้าศึกโดยใช้อาวุธ หรือวิธีการอื่น ๆ เช่นการก่อวินาศกรรม เพื่อทำลายความพยายามของระบบ C2 ซึ่งในการสงครามข้อมูลข่าวสารจะเน้นไปในทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network Operations: CNO)

——————————————————

ข้อมูลอ้างอิง

 The Dynamic OODA Loop: Amalgamating Boyd’s OODA Loop and the Cybernetic Approach to

Command and Control by Berndt Brehmer, Swedish National Defence College

 

Network Centric Warfare: An Overview of Emerging Theory by John J. Garstka, Joint Staff Directorate for C4 Systems

 

The Implementation of  Network Centric Warfare  by Office of Force Transformation, Office of the Secretary of Defense

 

Joint Pub 3-13.1 Joint Doctrine for Command and Control Warfare