ภัยคุกคาม (Threat) คือ การกระทำต่าง ๆ ที่ส่งผลทำให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น โดยทั่วไปแล้วจะขัดต่อหลักกฎหมาย สำหรับภัยคุกคามทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW Threat) จะหมายถึงการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Spectrum) แล้วส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของฝ่ายเรา โดยภัยคุกคามนี้จะประกอบกันเป็นสายสังหาร (Kill Chain) ซึ่งปรากฏในวงรอบการปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์  ตามรูป ๑

 

รูป ๑ วงรอบการฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และภัยคุกคาม

ในการปฏิบัติสงครามอิเล็กทรอนิกส์(EW Operations Cycle) ภัคคุกคามทั้งหลายเหล่านี้จะปรากฏในส่วนยุทธวิธีในพื้นที่การรบซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจ (Mission) อากาศยาน (Platform) และนักบิน/ผู้ปฏิบัติ (Operator) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบินหรือผู้ปฏิบัติจะต้องมีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่จะต้องเผชิญในสถานการณ์เป็นอย่างดี เพื่อเลือกใช้เทคนิคหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมในการต่อต้านภัยคุกคามนั้น ๆ

ภัยคุกคามสามารถถูกแบ่งได้ ๓ ประเภท ตามแถบการใช้งานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ได้แก่ ภัยคุกคามที่มาจากระบบเรดาห์  ภัยคุกคามที่มาจากการใช้คลื่น Infrared และ Ultraviolet และภัยคุกคามที่มาจากการใช้ LASER

๑.     ภัยคุกคามด้วยระบบเรดาร์ (RADAR Threat)

เป็นภัยคุกคามที่นำวิธีด้วยระบบเรดาร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบอาวุธป้องกันภัยทางอากาศ แบบพื้นสู่อากาศ (Surface-to –Air, Air Defence Weapon) เช่น SA-15, SA-19 เป็นต้น อาวุธต่อต้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ แบบอากาศสู่พื้น (Air-to-Ground, Anti-Air Defence Weapon) เช่น AGM-88 HRAM, ALARM เป็นต้น และอาวุธจรวดสกัดกั้นทางอากาศ แบบอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air, Intercepting Missile) เช่น AIM-120, AA-10, Kh-31 เป็นต้น

รูป ๒  SA-15 Tor M1

รูป ๓ จรวด ALARM ติดตั้งกับ บ.TONADO

รูป ๔ จรวด Kh-31 AWAC Killer ติดตั้งกับ บ.SU-30

๒.     ภัยคุกคามด้วย Infrared และUltraviolet (IR/UV Threat)

เป็นภัยคุกคามที่นำวิถีด้วยดลื่นอินฟราเรด หรืออัลตราไวโอเรต (Infrared: IR/ Ultraviolet: UV) ซึ่งจะเป็นอาวุธนำวิถีในเชิง Passive จากแหล่งความร้อนที่แพร่ออกมาจากเป้าหมาย ในส่วนใหญ่จะเป็นจรวดนำวิถีด้วยความร้อน แบบอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air, Heat Seeking Missile) และอาวุธป้องกันภัยทางอากาศแบบนำพา (Man portable Air Defence: MANPAD) ตลอดจนอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง (Anti Tanks Missile)

รูป ๕ จรวดอาวุธนำวิธีด้วยความร้อน แบบ AIM-9X

รูป ๖ FIM-92 Stinger IR/UV Guidance Missile

รูป ๗ FGM-148 Javelin Anti-Tank Guided Missile (ATGM)

๓.     ภัยคุกคามด้วยเลเซอร์ (LASER Threat)

ภัยคุกคามที่ใช้สื่อกลาง LASER ได้ปรากฏในพื้นที่การรบได้หลายรูปแบบ เช่น อุปกรณ์วัดระยะ (LASER Range Finding) อุปกรณ์LASER พลังงานสูงทั้งที่ติดตั้งบนอากาศยาน และยานรบภาคพื้น อาวุธจรวดต่อต้านรถถังนำวิถีด้วย LASER และระเบิดร่อนนำวิถีด้วย LASER นอกจากนี้ยังมีการใช้ LASER ในการค้นหาและติดตามเป้า เช่น ระบบ LASER Detecting and Ranging: LADAR

รูป ๘ อาวุธ Tactical High Energy Laser (THEL)

รูป ๙ GBU-49

รูป ๑๐ Advanced Precision Kill Weapon System (APKWS)

รูป ๑๑ Airborne LASER: ABL

สายสังหาร(Kill Chain)

               สายสังหาร(Kill Chain) เป็นกระบวนการที่นำภัยคุกคามในรูปแบบต่างมาทำงานให้สอดคล้องกันเป็นขั้นตอนจนสามารถทำลายหรือสังหารเป้าหมายได้ Kill Chain ประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ ตามภาพ

รูป ๑๒ สายสังหาร (Kill Chain)

๑.     การค้นหา (Search) เป็นขั้นตอนการค้นหาเป้าอากาศยานในห้วงอากาศ เพื่อการเตือนภัยระยะไกล

๒.     การเลือก (Acquire) เป็นการพิสูจน์ฝ่ายและคัดเลือกเป้าอากาศยานที่ถูกตรวจจับ เพื่อที่สกัดกั้นต่อไป โดยการกำหนดตำแหน่งของเป้าที่ถูกคัดเลือก

๓.     การติดตาม (Track) เป็นขั้นตอนที่จะปรับปรุงตำแหน่งของเป้าให้ดียิ่งขึ้น และคำนวณจุดเล็งในการยิง (Firing Solution)

๔.     การยิง (Lunch) ขั้นตอนนี้ประกอบด้วยการฉายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังเป้าอากาศยานเพื่อใช้ในการนำวิถีของอาวุธยิง ประกอบการกำหนดตัวค้นหา (Seeker) ของอาวุธ ตลอดจนต้องยังคงรักษาความสามารถในการติดตามเป้าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง

๕.     การสกัดกั้น (Intercept) เป็นขั้นตอนในการสกัดกั้นเป้าอากาศยาน ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสายสังหาร หรือ Kill Chain ประกอบด้วย การดำรงการฉายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังเป้านั้น และยังคงกำหนดตัวติดตาม (Seeker) ในหัวรบของอาวุธต่าง ๆ เมื่อเข้าใกล้เป้าในระยะที่เหมาะสมจะมีการจุดฉนวน (Fusing) ให้อาวุธทำงาน ไปจนถึงการทำลายเป้าอากาศยานนั้น ๆ

โอกาสในการสังหาร (Probability of Kill: Pk)

               โอกาสในการสังหาร หรือ Pk คือ ความน่าจะเป็นในการสังหารหรือทำลายเป้าหมายของระบบป้องกันภัยโดยนำความน่าจะเป็นในส่วนประกอบต่าง ๆ ของ Kill Chain มาคำนวณ ดังนี้

pk = ps * pa * pt * pl * pi

เมื่อ         ps = ความน่าจะเป็นในการพบเป้า

                              pa = ความน่าจะเป็นในการเลือกเป้า 

                              pt =ความน่าจะเป็นในการติดตามเป้า 

                              pl = ความน่าจะเป็นในการยิง

                              pi = ความน่าจะเป็นในการสกัดกั้น

สำหรับความน่าจะเป็นในการรอดชีวิตของเป้าเท่ากับ 1 –  pk