Electronic Warfare หรือ EW คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางอากาศอย่างไร และเป็นปัจจัยที่สำคัญในการแพ้-ชนะของการรบทางอากาศอย่างไร ตามทฤษฎี การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ คือ กิจกรรมทางทหารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการควบคุมแถบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Spectrum) หรือใช้ในการโจมตีข้าศึก

แถบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะครอบคลุมย่านความถี่ของคลื่นที่แพร่กระจายทั้งหมด รวมทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และคลื่นที่มนุษย์สร้างขึ้น การแพร่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการสั่นหรือความเร่งของประจุไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนประกอบ  ๒ ส่วนคือ สนามไฟฟ้า(Electric Field) และสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) ที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่อยู่ในระนาบที่ตั้งเป็นมุมฉากต่อกัน ตามรูป ๑

รูป ๑ Electromagnetic Wave

ดังนั้นแถบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการสงครามอิเล็กทรอนิกส์จะเริ่มตั้งแต่ย่านความถี่ต่ำที่สุด(Extremely Low Frequency: ELF) ตลอดไปจนถึงย่านความถี่สูงของรังสีต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันใช้งานอยู่ในย่านรังสีเหนือม่วง (Ultraviolet: UV) ตามรูป ๒

รูป ๒ Electromagnetic Spectrum

เครือข่ายของการสงครามอิเล็กทรอนิกส์

การสงครามอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารในส่วนต่าง ๆ ดังนี้ ตามรูป ๓

–           การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW)

–           การสงครามบัญชาการและควบคุม (Command and Control Warfare: C2W)

–           การกดดันการป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defence: SEAD)

รูป ๓ Electronic Warfare Community

เฉพาะในส่วนการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ได้แบ่งมาตรการด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เป็น ๓ ส่วน คือ

๑.      การโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Attack: EA)          

เป็นมาตรการด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือการควบคุมพลังงาน ในการโจมตีบุคคล สิ่งอำนวยความสะดวก หรือยุทโธปกรณ์ เพื่อทำให้ลดประสิทธิภาพ ใช้งานไม่ได้ หรือเกิดความเสียหายต่อขีดความสามารถด้านการรบของข้าศึก โดยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการดังนี้ จรวดต่อต้านเรดาห์ (Anti Radiation Missile: ARM) การควบคุมและเบี่ยงเบนพลังงาน (Directed Energy) การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Jamming) และการลวงทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Deception)

๑.๑  จรวดต่อต้านเรดาห์ (Anti Radiation Missile: ARM) เป็นอาวุธนำวิธีในเชิงรับสัญญาณ (Passive Homing) ในการนำเข้าสู่แหล่งการแพร่สัญญาณ เพื่อการทำลายอุปกรณ์การแพร่สัญญาณต่าง ๆ เช่นสถานีเรดาห์ เป็นต้น หรือใช้ในการป้องปราบหรือกดดันไม่ให้ข้าศึกใช้เรดาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของจรวดต่อต้านเรดาห์ ได้แก่ AGM-88 HARM ของสหรัฐฯ, ALARM ของอังกฤษ และ R-27P Alamo, Kh-31P Awacs Killer เป็นต้น

รูป ๔ จรวดอากาศ-พื้น ต่อต้านเรดาห์ AGM-88 HARM ของสหรัฐฯ

รูป ๕ จรวดอากาศ-พื้น ต่อต้านเรดาห์ ALARM ของอังกฤษ

รูป ๖ จรวดอากาศ-อากาศ Passive RADAR Homing R-27P หรือ AA-10C ของรัสเซีย

รูป ๗ จรวดอากาศ-อากาศ ต่อต้านเรดาห์ AWACS Kh-31 ของรัสเซีย

๑.๒  อาวุธพลังงาน (Directed Energy) เป็นอาวุธที่สามารถส่งพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังเป้าหมายโดยไม่จำเป็นต้องมีสื่อนำหรือตัวกลางในการเคลื่อนที่ ใช้สำหรับทำลายหรือทำให้หมดความสามารถในการทำการรบแก่กำลังพล หรืออุปกรณ์ของข้าศึกที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการปฏิบัติงานทั้งอย่างถาวรและอย่างชั่วคราว อาวุธที่ใช้อาจรวมถึง การใช้คลื่นความถี่, อาวุธเลเซอร์ (Light amplification by stimulated emission of radiation: LASER), อาวุธยิงอนุภาค(Particle Beam) เป็นอาวุธยิงอะตอมหรืออิเล็กตรอนพลังงานสูงไปทำลายเป้าหมายที่เป็นโลหะโดยการทำให้โครงสร้างของโมเลกุลหรืออะตอมเปลี่ยนไป และอาวุธคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Pulse: EMP)

The term electromagnetic pulse (sometimes abbreviated EMP) has the following meanings:

  1. A burst of electromagnetic radiation that results from an explosion (especially a nuclear explosion) and/or a suddenly fluctuating magnetic field.  The resulting electric and magnetic fields may couple with electrical/electronic systems to produce damaging current and voltage surges.
  2. A broadband, high-intensity, short-duration burst of electromagnetic energy.

In military terminology, an EMP bomb detonated hundreds of kilometers above the earth’s surface is known as a high-altitude electromagnetic pulse (HEMP) device. Nuclear electromagnetic bombs have three distinct time components that result from different physical phenomena. Effects of an EMP device depend on the altitude of the detonation, energy yield, interactions with the earth’s magnetic field, and shielding of targets.

ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/EMP_weapon

๑.๓  การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Jamming) เป็นการตั้งใจในการแพร่กระจายคลื่น การส่งคลื่นซ้ำ การเปลี่ยนแปลงคลื่น การดูดซับหรือการหักเหของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อการปฏิเสธการใช้งานเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของข้าศึก หรือทำให้เสื่อมประสิทธิภาพ

๑.๔  การลวงทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Deception) เป็นการตั้งใจในการแพร่กระจายคลื่น การส่งคลื่นซ้ำ การเปลี่ยนแปลงคลื่น การดูดซับหรือการหักเหของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อให้กำลังพล และอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ของข้าศึกได้รับข้อมูลที่ผิด และนำไปสู่การตีความและการปฏิบัติการที่ผิดพลาด มี ๓ วิธีได้แก่

        ๑.๔.๑ การเลียนแบบ (Imitation)

        ๑.๔.๒ การเปลี่ยนแปลง (Manipulation)

        ๑.๔.๓ การปลอมแปลง (Simulation)

๒.      การป้องกันทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Protection: EP)              

เป็นมาตรการด้านสงครามาอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกันบุคคล สิ่งอำนวยความสะดวก และยุทโธปกรณ์ จากผลกระทบต่างจากการใช้มาตรการด้านสงความอิเล็กทรอนิกส์ของข้าศึกและฝ่ายเดียวกัน ที่จะทำให้ลดประสิทธิภาพ ใช้งานไม่ได้ หรือเกิดความเสียหายต่อขีดความสามารถด้านการรบของฝ่ายเดียวกัน รวมถึงเทคนิคการใช้จัดการเครื่องรับ เครื่องส่ง และสายอากาศ ตลอดจนวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยในการป้องกันอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกจากการปฏิบัติการโจมตี(EA) ของข้าศึก และจากการปฏิบัติที่ผิดพลาดของฝ่ายเดียวกัน สิ่งการโดยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการดังนี้ การควบคุมการกระจายคลื่น (Emission Control: EMCON) การลดการขัดแย้งของความถี่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (EW Frequency De-confliction) การเสริมสมรรถนะทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Hardening) และ การกำหนดมาตรการและระเบียบต่าง ๆ (Procedures and Regulations)

๒.๑ การควบคุมการกระจายคลื่น (Emission Control: EMCON) เป็นการควบคุมการแพร่กระจายคลื่น หรือการส่งพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของฝ่ายเดียวกัน เพื่อลดโอกาสในการตรวจจับของข้าศึก และเปิดเผยการส่งสัญญาณของฝ่ายเดียวกัน ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับของฝ่ายเราโดยการลดการรบกวนทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากฝ่ายเดียวกัน

๒.๒ การลดการขัดแย้งของความถี่ทางอิเล็กทรอนิกส์ (EW Frequency De-confliction) เป็นการทำให้อุปกรณ์ในระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์มีความถี่ในการใช้งานอย่างเพียงพอ และมีการรบกวนของคลื่นให้น้อยที่สุด ในการใช้งานในแถบคลื่นความถี่ทั้งหลาย

๒.๓ การเสริมสมรรถนะทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Hardening) เป็นมาตรการป้องกันทางกายภาพ วงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ และระบบไฟฟ้าต้าง ๆ ที่ช่วยในการป้องกันอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จากการกระทำของข้าศึกและฝ่ายเดียวกัน

๒.๔ การกำหนดมาตรการและระเบียบต่าง ๆ (Procedures and Regulations)

๓.      การสนับสนุนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Support: ES)

เป็นมาตรการด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ได้รับการมอบหมาย ควบคุมโดยตรง หรือสั่งการจากผู้บังคับบัญชา ในการค้นหา ดักจับ ระบุตัวตน และชี้ตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งกำเนิดของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพื่อใช้ในการตรวจสอบภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ดังนั้นการสนับสนุนทางอิเล็กทรอนิกส์จะสนับสนุนข้อมูลจำเป็นที่ได้รับการร้องขอในการปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW Operations) การหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม (Threats Avoidance) การกำหนดเป้าหมาย (Targeting) และการปฏิบัติการยุทธวิธีอื่น ๆ โดยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการดังนี้ การหาทิศทาง (Combat DF) และการเตือนภัยคุกคาม (Combat Threats Warning)

๓.๑ การหาทิศทาง (Combat Direction Finding) เป็นกิจกรรมที่ใช้ในการค้นหา ดักจับ และกำหนดพิกัดแหน่งที่มาของการแพร่กระจายพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

๓.๒ การเตือนภัยคุกคาม (Combat Threats Warning) เป็นมาตรการที่ใช้ในการระบุการแพร่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของข้าศึกทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งเกิดจากกิจจกรรมที่เป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายเรา เพื่อใช้ในการระบุตัวตน และแจ้งเตือน

สำหรับในมุมมองของการสงครามบัญชาการและควบคุม (Command and Control Warfare: C2W) เป็นการร่วมกันทำงานของมาตรการต่าง ๆ ดังนี้ การรักษาความปลอดภัยของการปฏิบัติการ (Operations Security: OPSEC), การลวงทางทหาร (Military Deception), การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operations: PSYOPS), การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) และการทำลายทางกายภาพ (Physical Destruction) ซึ่งจำต้องได้รับการสนับสนุนซึ่งกันและกันจากการข่าวกรอง

การสงครามบัญชาการและควบคุมมีวัตถุประสงค์ เพื่อจำกัดข้อมูล สร้างอิทธิพล ลดความสามารถ รวมทั้งการทำลายขีดความสามารถในการบัญชาการและควบคุมของฝ่ายข้าศึก ขณะที่ป้องกันขีดความสามารถในการบัญชาการและควบคุมของฝ่ายเราต่อการกระทำของฝ่ายข้าศึก ดังนี้ การสงครามบัญชาการและควบคุมสามารถนำไปใช้ในทุกระดับของความขัดแย้ง และแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ การสงครามบัญชาการและควบคุมเชิงรุก (Offensive C2W) และการสงครามบัญชาการและควบคุมเชิงรับ (Defensive C2W)

รูป ๘ OODA loop Interaction

–        การสงครามบัญชาการและควบคุมเชิงรุก เป็นการป้องกันไม่ให้ข้าศึกใช้ระบบบัญชาการและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจำกัดข้อมูล สร้างอิทธิพล ลดความสามารถ รวมทั้งการทำลายระบบฯ ทางกายภาพ

–        การสงครามบัญชาการและควบคุมเชิงรับ เป็นการป้องกัน และดำรงขีดความสามารถในการบัญชาการและควบคุมของฝ่ายเดียวกัน โดยการลดประสิทธิภาพในการปฏิบัติการเชิงรุกของฝ่ายข้าศึก

๑.   การรักษาความปลอดภัยของการปฏิบัติการ (Operations Security: OPSEC) เป็นกิจกรรมที่ป้องกันไม่ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าศึก สามารถล่วงรู้หรือคาดเดาความตั้งใจในการปฏิบัติ และตำแหน่งในการปฏิบัติของฝ่ายเรา เพื่อป้องกันกำลังของฝ่ายเราไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายได้

๒.   การลวงทางทหาร (Military Deception) เป็นกิจกรรมที่บังคับให้ผู้บังคับบัญชาของฝ่ายข้าศึกอยู่ในภาวะการตัดสินใจที่ผิดพลาดโดยการปิดกั้นคนเหล่านี้ออกจากข้อมูลสถานการณ์ที่ถูกต้อง ทำให้เกิดความสับสนในปมการบังคับบัญชา (C2 Nodes)

๓.   การปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operations: PSYOPS) เป็นกิจกรรมที่ลดทอน หรือระงับการปฏิบัติการของข้าศึก โดยลดความตั้งใจในการปฏิบัติการรบ ความสามารถและประสิทธิภาพในการตัดสินใจของทหารและผู้บังคับบัญชา

๔.   การสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) เป็นกิจกรรมที่ใช้ EW Spectrum โดยเน้นในการลดความสามารถ หรือล่อลวงทรัพยากรในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของข้าศึก

๕.   การทำลายทางกายภาพ (Physical Destruction) เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้บังคับบัญชา และศูนย์บัญชาการและควบคุม ไม่สามารถเข้าร่วมหรือเกี่ยวข้องกับการบัญชาการในสถานการณ์ปัจจุบันได้

สำหรับการปฏิบัติการกดดันการป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defence: SEAD) นั้น จำเป็นต้องมีการปฏิบัตการร่วมกันกับการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) ในการทำลาย (Destructive) หรือการริดรอน (Disruptive) ขีดความสามารถของระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก เพื่อสร้างอิทธิพลในยุทธวิธีการรบอากาศและพื้นดิน

๑.   การทำลายด้วยการกดดันการป้องกันภัยทางอากาศ (Destructive SEAD) เป็นการใช้จรวดนำวิถีต่อต้าน   เรดาห์ (Anti-Radiation Missile: ARM) อาวุธนำวิถีอื่น อาวุธไม่นำวิถี อาวุธยิงพลังงาน หรือการทำลายทางกายภาพ เพื่อทำลายหรือทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึกไร้ความประสิทธิภาพโดยถาวร

๒.   การริดรอนด้วยการกดดันการป้องกันภัยทางอากาศ (Disruptive SEAD) เป็นการใช้อาวุธยิงพลังงาน การรบกวน หรือการลวงทางแม่เหล็กไฟฟ้าในการรบกวน ลดขีดความสามาถ หรือทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึกไร้ประสิทธิภาพชั่วคราวในห้องการปฏิบัติการของฝ่ายเรา

—————————————————–

หมายเหตุ: ในบางกรณี

Electronic Counter Measure: ECM สามาถใช้แทน Electronic Attack: EA

Electronic Counter Counter Measure: ECCM สามารถใช้แทน Electronic Protection: EP

Electronic Support Measure: ESM สามารถใช้แทน Electronic Support: ES